10,000 USDT 悬赏,寻找Gate广场跟单金牌星探!🕵️♀️
挖掘顶级带单员,赢取高额跟单体验金!
立即参与:https://www.gate.com/campaigns/4624
🎁 三大活动,奖金叠满:
1️⃣ 慧眼识英:发帖推荐带单员,分享跟单体验,抽 100 位送 30 USDT!
2️⃣ 强力应援:晒出你的跟单截图,为大神打 Call,抽 120 位送 50 USDT!
3️⃣ 社交达人:同步至 X/Twitter,凭流量赢取 100 USDT!
📍 标签: #跟单金牌星探 #GateCopyTrading
⏰ 限时: 4/22 16:00 - 5/10 16:00 (UTC+8)
详情:https://www.gate.com/announcements/article/50848
เพิ่งสังเกตว่าเรื่องอุปสงค์และอุปทานแตกต่างกันอย่างไร มันจริง ๆ สำคัญมากสำหรับคนที่อยากเข้าใจตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สินค้า หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล
ที่จริงแล้ว อุปสงค์ก็คือความต้องการซื้อ ส่วนอุปทานคือความต้องการขาย ดูเหมือนง่าย แต่มันเป็นพื้นฐานที่ขับเคลื่อนราคาของทุกสิ่ง ลองคิดดูว่า เมื่อราคาลดลง คนก็อยากซื้อมากขึ้น (เพราะเงินในกระเป๋าเรามีค่ามากขึ้น) และเมื่อราคาสูงขึ้น คนก็หันไปซื้ออย่างอื่นแทน นี่คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า Income Effect กับ Substitution Effect
ส่วนอุปทานนั้นทำงานในทางตรงกันข้าม ราคาสูงขึ้น ผู้ขายก็อยากขายมากขึ้น เพราะกำไรมากขึ้น ราคาลดลง ผู้ขายก็ไม่อยากขายแล้ว ดูเหมือนธรรมชาติของตลาด
แล้วอุปสงค์และอุปทานแตกต่างกันอย่างไรในแง่ของการทำงาน นั่นก็คือทิศทาง อุปสงค์มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับราคา อุปทานมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับราคา ตรงจุดที่เส้นทั้งสองตัดกัน นั่นคือดุลยภาพ ราคาและปริมาณที่ตลาดต้องการจริง ๆ
ในตลาดการเงิน เรื่องนี้ซับซ้อนมากขึ้น ราคาหุ้นขึ้น มักเพราะมีคนอยากซื้อมากขึ้น (อุปสงค์แข็งแรง) ราคาหุ้นลง มักเพราะมีคนอยากขายมากขึ้น (อุปทานแข็งแรง) แต่ปัจจัยที่ทำให้อุปสงค์หรืออุปทานเปลี่ยนไปนั้นหลายอย่าง เช่น ข่าวข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท สถานการณ์เศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เมื่อพูดถึงการเทรด นักวิเคราะห์ชอบใช้ Demand Supply Zone เพื่อหาจังหวะซื้อขาย ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาวิ่งลงอย่างรุนแรง (Drop) แล้วเริ่มพักตัว (Base) นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มอ่อนลง และแรงซื้อเริ่มเข้ามา เมื่อราคาทะลุกรอบบน (Rally) นั่นคือจังหวะที่อุปสงค์ชนะ ในทางกลับกัน เมื่อราคาวิ่งขึ้น (Rally) แล้วพักตัว (Base) อาจหมายถึงแรงซื้อเริ่มหมด เมื่อราคาทะลุกรอบล่าง ก็คือแรงขายกลับมาแข็งแรง
การดูแนวรับแนวต้านก็ช่วยได้เหมือนกัน แนวรับคือที่ที่คนอยากซื้อ แนวต้านคือที่ที่คนอยากขาย เมื่อราคาแตะแนวรับแล้วกลับขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะอุปสงค์ที่จุดนั้น เมื่อราคาแตะแนวต้านแล้วกลับลง ก็เพราะอุปทานที่จุดนั้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือ อุปสงค์และอุปทานแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องของปัจจัยที่กำหนด อุปสงค์ขึ้นอยู่กับรายได้ ความเชื่อมั่น การคาดการณ์อนาคต ส่วนอุปทานขึ้นอยู่กับต้นทุน เทคโนโลยี นโยบายภาษี และความสามารถในการผลิต เมื่อปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยน อุปสงค์และอุปทานก็เปลี่ยน ราคาก็ตามเปลี่ยน
จริง ๆ แล้วการเข้าใจอุปสงค์และอุปทานแตกต่างกันอย่างไรนั้นไม่ได้ยากมากขนาดที่คิด เพียงแต่ต้องมองให้เห็นว่า ตลาดคือเกมของแรงสองฝ่ายที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งต้องการซื้อ อีกฝ่ายต้องการขาย ที่ไหนที่พวกเขาเห็นด้วยกัน นั่นคือราคา และนั่นคือจังหวะที่เราสามารถทำรายการได้ ยิ่งเข้าใจว่ากำลังใครชนะในขณะนี้ ยิ่งง่ายในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย
ถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติม ลองดูราคาจริง ๆ ในตลาดดู เทพลอตเอาแท่งเทียน ดูว่าแรงซื้อและแรงขายปะทะกันแบบไหน ค่อย ๆ คุณจะเห็นภาพได้เอง