นักเทรดยุคนี้นิยมใช้เทคนิค Demand Supply Zone ซึ่งมองหาจังหวะที่ราคาเสียสมดุลและกำลังวิ่งไปหาดุลยภาพใหม่ มีสองแบบ คือ เทรดที่จุดกลับตัว (Reversal) เช่น Demand Zone Drop Base Rally (DBR) ที่ราคาดิ่งลงแล้วสร้างฐานและพร้อมกลับตัวขึ้น หรือ Supply Zone Rally Base Drop (RBD) ที่ราคาวิ่งขึ้นแล้วสร้างฐานและพร้อมกลับตัวลง
อีกแบบคือเทรดตามแนวโน้ม (Continuation) เช่น Demand Zone Rally Base Rally (RBR) ที่ราคาวิ่งขึ้นมา พักตัวสร้างฐาน แล้ววิ่งขึ้นต่อ หรือ Supply Zone Drop Base Drop (DBD) ที่ราคาดิ่งลง พักตัว แล้วดิ่งลงต่อ
以前สงสัยไหมว่าทำไมราคาหุ้นบางครั้งพุ่งขึ้นเหมือนจรวด บางครั้งดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ฉันจะเล่าให้ฟังว่าคำตอบนั้นอยู่ในหลักการพื้นฐานที่เรียกว่า อุปสงค์ อุปทาน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ
ในความเป็นจริง การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอย่างที่คิด มันคือเรื่องของความต้องการซื้อและความต้องการขาย ที่ส่งผลต่อราคาทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พลังงาน ทองคำ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล
มาเริ่มจากพื้นฐานกันดีกว่า อุปสงค์คือความต้องการซื้อที่ระดับราคาต่างๆ พอนำมาพล็อตลงกราฟจะได้เส้นอุปสงค์ ที่บอกเราว่าที่ราคาเท่าไหร่ผู้ซื้อจะต้องการสินค้าเท่าไหร่ และสำคัญที่สุด เมื่อราคาตกลง ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้น นี่คือกฎหลักของอุปสงค์ที่เกิดจากสองเหตุผล คือ ผู้ซื้อจะมีเงินเหลือมากขึ้น (Income Effect) และสินค้านี้ดูถูกกว่าสินค้าอื่น (Substitution Effect)
ส่วนอุปทานนั้น ตรงข้ามกับอุปสงค์ เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายจึงยินดีขายมากขึ้น เพราะกำไรดีขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทานมีหลายตัว เช่น ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี การคาดการณ์ราคาในอนาคต และแม้แต่สภาพอากาศ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในเดือนมีนาคม 2026 เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน ทำให้น้ำมันดิบที่ไหลผ่านจุดนี้ประมาณ 20% ของโลกหายไปจากตลาดอย่างกะทันหัน ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังคงอยู่ ผลคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือ Supply Shock ที่สมบูรณ์แบบ
การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานจึงสำคัญเพราะมันบอกเราถึงจุดดุลยภาพ (Equilibrium) ซึ่งเป็นจุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ที่จุดนี้ราคาและปริมาณจะมีแนวโน้มที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถ้าราคาสูงขึ้น ผู้ขายจะขายมากแต่ผู้ซื้อจะซื้อน้อย ทำให้มีสินค้าเหลือและดันราคาลง ตรงข้ามกับถ้าราคาลดลง
ในตลาดการเงิน ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเติบโตของเศรษฐกิจ และสภาพคล่องของระบบ เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนจึงไล่หาผลตอบแทนในตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้อุปสงค์หุ้นเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนอุปทานในตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท เช่น การซื้อหุ้นคืน (ลดอุปทาน) หรือการเพิ่มทุน (เพิ่มอุปทาน) การ IPO ของบริษัทใหม่ และข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์
สำหรับการวิเคราะห์หุ้น นักลงทุนสามารถใช้หลักอุปสงค์อุปทานได้สองวิธี คือ วิเคราะห์เชิงพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และเชิงเทคนิค (Technical Analysis)
ในวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแสดงว่าอุปสงค์แรงมาก เพราะนักลงทุนเชื่อว่าบริษัทจะเติบโต ในทางตรงกันข้าม ราคาที่ลดลงแสดงว่าอุปทานแรงมากเพราะมีข่าวลบเข้ามา
ส่วนวิเคราะห์เทคนิค นักเทรดใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น แท่งเทียน (Candlestick) ถ้าแท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดสูงกว่าเปิด) แสดงว่าอุปสงค์แรง ถ้าสีแดง แสดงว่าอุปทานแรง ถ้าเป็นโดจิ (เปิดปิดที่ระดับเดียวกัน) แสดงว่าทั้งสองฝ่ายปะทะเท่าๆ กัน
การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์ยังรวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้มราคา (Market Trend) ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปสงค์ชนะ ถ้าทำจุดต่ำใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปทานชนะ ถ้าราคาเคลื่อนไหวในกรอบ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน
นักเทรดยุคนี้นิยมใช้เทคนิค Demand Supply Zone ซึ่งมองหาจังหวะที่ราคาเสียสมดุลและกำลังวิ่งไปหาดุลยภาพใหม่ มีสองแบบ คือ เทรดที่จุดกลับตัว (Reversal) เช่น Demand Zone Drop Base Rally (DBR) ที่ราคาดิ่งลงแล้วสร้างฐานและพร้อมกลับตัวขึ้น หรือ Supply Zone Rally Base Drop (RBD) ที่ราคาวิ่งขึ้นแล้วสร้างฐานและพร้อมกลับตัวลง
อีกแบบคือเทรดตามแนวโน้ม (Continuation) เช่น Demand Zone Rally Base Rally (RBR) ที่ราคาวิ่งขึ้นมา พักตัวสร้างฐาน แล้ววิ่งขึ้นต่อ หรือ Supply Zone Drop Base Drop (DBD) ที่ราคาดิ่งลง พักตัว แล้วดิ่งลงต่อ
ความจริงคือ การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานนี้ไม่ต้องยากเกินไป แค่ต้องเข้าใจว่าเมื่อไหร่ผู้คนต้องการซื้อ (Demand) และเมื่อไหร่พวกเขาต้องการขาย (Supply) ราคาก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การนำหลักการนี้ไปใช้กับการวิเคราะห์หุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ จะช่วยให้คุณทำการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องจำไว้ว่า ทฤษฎีกับความเป็นจริงในตลาดไม่เหมือนกันเสมอไป ต้องฝึกฝนและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น